| เป็นที่ถกเถียงกันถึงสาเหตุของปริมาณน้ำท่วมในปีนี้
ที่มีมากเกินกว่าปกติ จนกลายเป็นมหาอุทกภัยในพื้นที่ลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยา
และกรุงเทพมหานคร แน่นอนว่า ภัยธรรมชาติจากพายุ 4 ลูกติดต่อกัน
เป็นหนึ่งสาเหตุหลัก ที่ทำให้ปริมาณน้ำเอ่อล้น ทะลักเข้าสู่เมืองหลวง ขณะ
ที่อีกหนึ่งปัจจัยที่เป็นที่วิพากษ์วิจารณ์กันก็คือ
การระบายน้ำจากเขื่อนภูมิพล ถูกตีความกันไปว่า การบริหารจัดการที่ผิดพลาด
จนกลายเป็นมวลน้ำมหาศาล ทำให้เกิดน้ำท่วม หากย้อนดู
ปริมาณน้ำในเขื่อนภูมิพล ในช่วงเดือนเมษายน จนถึงสิงหาคมที่ผ่านมา
ปริมาณน้ำในเขื่อนเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง
จนเกินเส้นควบคุมที่ไม่ควรสูงกว่าที่กำหนด ในเดือนกันยายนเป็นต้นมา
จึงเป็นคำถามที่ว่า เหตุใดผู้ที่เกี่ยวข้อง
จึงไม่ปล่อยให้มีการระบายน้ำออกมา สาเหตุนี้จึงเป็นการโยนบาปให้กับแต่ละฝ่าย บางส่วนมองว่า มีส่วนเกี่ยวข้องกับการได้เสียทางการเมืองแอบแฝงอยู่ โดย
นางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรีเอง ยอมรับว่า
สาเหตุหนึ่งของปัญหาน้ำท่วมเป็นเพราะเขื่อนกักน้ำนานเกินไป
แต่เรื่องนี้ก็กลายเป็นประเด็นร้อนแรงขึ้น เมื่อ ส.ส.พรรคเพื่อไทย
กล่าวหาว่า
ในช่วงที่พรรคประชาธิปัตย์เป็นรัฐบาล มีการเก็บกักน้ำเอาไว้ให้เต็มความจุ
หวังที่จะวางยารัฐบาลที่จะเข้ามาบริหารงานเป็นรัฐบาลชุดต่อไป อย่าง
ไรก็ตาม นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ อดีตนายกรัฐมนตรีตอบโต้ทันทีว่า
ในช่วงที่รัฐบาลพรรคเพื่อไทยเข้ามาเป็นรัฐบาล ระดับน้ำก็อยู่ในเกณฑ์ปกติ
ระดับน้ำที่สูงอยู่ในช่วงเดือนสิงหาคม-กันยายน ตนจึงแปลกใจว่า
ทำไมคนของรัฐบาลจึงพยายามหาประเด็นน้ำในเขื่อนมาโจมตี ขณะที่พรรคเพื่อไทยก็ถูกแฉเช่นกัน ในคอลัมน์บุคคลในข่าวของไทยรัฐ วันที่ 28 ตุลาคม ระบุว่า
กฟผ.เคยแจ้งรัฐบาลขอระบายน้ำเขื่อนภูมิพล เพราะใกล้เต็มความจุ
แต่มีรัฐมนตรีคนหนึ่งคัดค้านเพราะต้องการให้ชาวนาเกี่ยวข้าว
สนองนโยบายรับจำนำข้าวก่อน โดยผู้เขียนนามปากกาว่า “กระสุนทอง”อ้างว่า
คนในรัฐบาลเห็นด้วยกับแนวคิดนี้ นายเจ๊ะอามิง
โต๊ะตาหยง รมช.มหาดไทยเงาพรรคประชาธิปัตย์
โชว์สถิติระดับน้ำในเขื่อนภูมิพลยุคที่น.ส.ยิ่งลักษณ์ บริหารงานสูงถึง 9
พันล้านลูกกบาศก์เมตรในวันที่ 3 สิงหาคม แต่ปล่อยให้น้ำสูงถึง 1.3
หมื่นล้านลูกบาศก์เมตรจึงค่อยปล่อยน้ำออกมา
ต่างจากช่วงที่ประชาธิปัตย์เป็นรัฐบาลบริหารงาน
ที่จะพร่องน้ำจากเขื่อนเมื่อระดับน้ำสูงไม่เกิน 1 หมื่นล้านลูกบาศก์เมตร เพื่อ
ไทย จงใจให้เกิดน้ำท่วมใช่หรือไม่ เพราะเหตุใด
รัฐบาลเพื่อไทยจึงปล่อยให้ระดับน้ำสูง 1.3
หมื่นล้านลูกบาศก์เมตรค่อยปล่อยน้ำ ถือว่าเกินระดับที่เขื่อนจะรับไหว นาย
สาทิตย์ วงศ์หนองเตย รมต. กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมเงา
ของพรรคประชาธิปัตย์ ได้นำข้อมูลกราฟของเขื่อนภูมิพล แสดงให้เห็นว่า
ปริมาณการกักเก็บน้ำของเขื่อนภูมิพลสูงสุดอยู่ที่ 13,500 ลบ.เมตร
โดยเส้นสีแดงคือกราฟของน้ำปี 2554 เริ่มตั้งแต่เดือนมกราคม
พร้อมทั้งชี้ไปยังเส้นเกณฑ์การเก็บกักน้ำต่ำสุด ซึ่งจะเห็นได้ว่าก่อนยุบสภา
ปริมาณน้ำในเขื่อนภูมิพลอยู่ที่ระดับเดียวกันกับเกณฑ์เก็บกักน้ำต่ำสุด เนื่องมาจากก่อนหน้านั้นมีความแห้งแล้งมาก หลังจากนั้นก็เริ่มมีฝนตก มีพายุเข้า 
เห็น
ชัดว่ายุครัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์ยุบสภา
น้ำเท่ากับเกณฑ์เท่ากับเกณฑ์เก็บกักน้ำต่ำสุด
ในขณะที่นายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์เข้ามาบริหารระดับน้ำยังอยู่ที่ประมาณ 60%
ของเขื่อนภูมิพล ไม่ได้เต็มเขื่อนยังที่กล่าวอ้าง แต่หลังจากวันที่ 10
สิงหาคม ไปแล้วจึงเป็นภาระของนายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์และรัฐบาล นายสาทิตย์ กล่าวด้วยว่า
เข้าใจว่ารัฐบาลกำลังมีโครงการจำนำข้าว
เกรงว่าถ้าปล่อยน้ำออกมาแล้วจะไปกระทบกับนาข้าว แล้วกลัวจะไม่มีคนไปจำนำ
เนื่องจากตัวเองไปเปลี่ยนนโยบายไว้ เลยไม่มีการระบายน้ำออก นาย
สุรพงษ์ โตวิจักษณ์ชัยกุล รมว.การต่างประเทศ ตั้งการ์ดป้องเพื่อไทย
พร้อมกับฝากถึงฝ่ายค้านว่า อย่ากล่าวหา โจมตีกันมากไป
เพราะระวังจะถูกตั้งคำถามกลับว่าเรื่องข้อมูลน้ำกักเก็บไว้ในเขื่อนจนเกือบ
เต็มความจุตั้งแต่เดือน ธ.ค. 2553 ซึ่งขณะนั้นพรรคประชาธิปัตย์เป็นรัฐบาล
ทำไมไม่ระบายน้ำออกจากเขื่อนลงสู่ทะเลเพื่อรอง รับหน้ามรสุมที่จะมาถึง
เป็นเพราะบริหารผิดพลาดไม่ดูข้อมูล เพราะมัวแต่หลงระเริงกับการเมืองหรือไม่ ต้อง
ติดตามดูว่า ภายหลังจากระดับน้ำลดลง จะมีการใช้ประเด็นการ กั๊กเขื่อน
มาจุดประเด็นไขข้อเท็จจริงกันต่อไป เพราะเรื่องนี่ไม่ใช่เป็นการโยนบาป
แต่ต้องหาข้อเท็จให้แน่ชัด ทั้งประชาธิปัตย์
และเพื่อไทยต้องหาหลักฐานระดมข้อมูลข้อเท็จจริงขึ้นมาโต้แย้งอย่างเปิดเผย
ต่อสาธารณชน
อธิบายถึงข้อสงสัยของการจัดการน้ำในเขื่อนจนเกิดมหาอุทกภัยนำความเสีย
หายอย่างมหาศาล Mthainews |