วันที่ 9 ก.ย. เว็บไซต์ข่าว ประชาไท รายงานว่า
บก.การเมือง-อาชญากรรม “เนชั่น” อุทธรณ์คัดค้านผลสอบของอนุกรรมการฯ เผยอนุกรรมการฯ
ไม่ยอมนำข้อชี้แจงของทั้งสองประกอบผลสอบ ยันที่ไม่ได้ติดต่อ “วิม รุ่งวัฒนจินดา”
อีกเพราะเตรียมดำเนินคดีหมิ่นประมาทกับผู้ที่ทำให้ตนเองเสียหาย และการติดต่ออาจมีผลกับรูปคดี
และผู้บริหาร “เครือเนชั่น” แนะนำเองไม่ให้ติดต่อ พร้อมแนะให้สอบ “เครือเอเอสทีวีผู้จัดการ” ด้วย
ฐานเสนอข่าวไม่รอบด้าน -
ทำคนอื่นเสียหายร้ายแรง
เมื่อวันที่ 7 ก.ย.
นางฐานิตะญาณ์ ธนพิศุทธิ์กุล บรรณาธิการข่าวการเมือง สำนักข่าวเนชั่น และนายปรีชา สะอาดสอน
บรรณาธิการข่าวอาชญากรรม สำนักข่าวเนชั่น ได้ทำหนังสือ
“ขออุทธรณ์คัดค้านผลการพิจารณาตรวจสอบข้อเท็จจริง” โดยแจ้งไปยัง
“คณะอนุกรรมการเฉพาะเรื่องตรวจสอบข้อเท็จจริงกรณีการส่งจดหมาย
อิเล็กทรอนิกส์ของนักการเมืองระบุการให้เงินและผลประโยชน์แก่ผู้ประกอบการ
วิชาชีพสื่อมวลชน”ซึ่งสภาการหนังสือพิมพ์แห่งชาติตั้งขึ้น
โดยผู้ยื่นอุทธรณ์ทั้งสองรายแยกกันทำหนังสือร้องเรียนคนละฉบับโดยชี้แจงกรณีที่ผลสอบฯของคณะอนุกรรมการฯดังกล่าวพาดพิงบุคคลทั้งสอง
โดยคณะอนุกรรมการฯ
พาดพิงถึงนางฐานิตะญาณ์ว่า “เมื่อปรากฏข่าวของอีเมลที่เป็นปัญหา นางฐานิตะญาณ์
ก็ไม่ได้โทรศัพท์ไปสอบถามหรือต่อว่านายวิมเลย
ทั้งที่นายวิมรู้จักเป็นอย่างดีกับนายปรีชาซึ่งเป็นสามีของตน”
ส่วนนายปรีชา
ซึ่งเป็นสามีของนางฐานิตะญาณ์ ผลสอบของคณะอนุกรรมการฯ ได้พาดพิงเขาว่า “...
มีข้อสังเกตต่อท่าทีของนายปรีชาในช่วงหลังที่อีเมลดังกล่าวเป็นข่าวขึ้นมา
ซึ่งนายปรีชาไม่ได้โทรศัพท์ไปสอบถามหรือต่อว่านายวิมเลย นอกจากนี้เมื่อนายวิมโทรศัพท์ติดต่อมา
นายปรีชาก็ไม่ได้รับสายและไม่ได้ติดต่อกลับ ทั้งที่นายปรีชารู้จักกับนายวิมมาก่อน
แต่นายปรีชากลับให้การว่าจะเตรียมการฟ้องร้องต่อผู้ที่ทำให้ตนได้รับความเสียหาย
ซึ่งอาจรวมถึงนายวิมด้วย”
แจงผลสอบอนุกรรมการฯ
ไม่ได้นำข้อชี้แจงของทั้งสองมาประกอบทั้งที่เรียกมาถาม
โดยทั้งนางฐานิตะญาณ์และนายปรีชาได้ชี้แจงว่าข้อสังเกตของคณะอนุกรรมการฯ
“ยังขาดพยานหลักฐานและเหตุผลอื่นที่ยังไม่ได้พิจารณา” คือ
“ยังไม่มีการอ้างถึงเหตุผลตามที่ข้าพเจ้าได้เข้าชี้แจงในเรื่องนี้เลย เพราะเมื่อคณะอนุกรรมการฯ
ได้ซักถามถึงเหตุผลเรื่องดังกล่าว
ข้าพเจ้าก็ได้ชี้แจงไว้แล้วถึงสองประเด็น”
นางฐานิตะญาณ์ชี้แจงว่าที่ไม่ได้ติดต่อนายวิมหรือวิมรุ่งวัฒนจินดา
กรรมการบริหารพรรคเพื่อไทย อีกเนื่องจาก
“ไม่มีเหตุผลและความจำเป็นใดที่จะต้องไปติดต่อกับผู้ที่ทำให้ดิฉัน
ต้องเสื่อมเสียชื่อเสียงอย่างร้ายแรงจากการกล่าวอ้างที่ไม่มีมูลความจริงถึง
แม้ว่าจะรู้จักกันจากการติดต่อประสานงานตามสมควรในเรื่องงานที่ผ่านมาก็ตาม”
อีก
เหตุผลหนึ่งคือนางฐานิตะญาณ์ตัดสินใจจะดำเนินคดีอาญาตามกฎหมายในเรื่องหมิ่น
ประมาทกับผู้ที่กระทำการและเกี่ยวข้องซึ่งทำให้ตนเองได้รับความเสียหาย“จึงเห็นว่าไม่สมควรจะติดต่อใดๆกับบุคคลดังกล่าว
เนื่องจากมีความเกี่ยวพันและอาจมีผลกระทบกับรูปคดีได้”
ส่วนนายปรีชาชี้แจงกรณีที่ไม่ได้ติดต่อกับนายวิมอีกเนื่องจาก“ไม่
พอใจที่นายวิมทำให้ผมได้รับความเสียหายและเสื่อมเสียชื่อเสียงจากการที่นาย
วิมนำชื่อของข้าพเจ้าไปอ้างอย่างไม่มีมูลความจริงเพื่อการไต่เต้าทางการ
เมืองซึ่งถือเป็นการกระทำที่ดูหมิ่นเหยียดหยามต่อตัวข้าพเจ้าเป็นอย่างยิ่ง
เพราะหากข้าพเจ้าติดต่อไปอาจเกิดความเข้าใจผิดไปได้ว่า
ข้าพเจ้าโทร.ไปนัดแนะหรือเตรียมเรื่องกันไว้ก่อนถ้ามีการสอบสวน
ซึ่งจะไม่เป็นผลดีกับข้าพเจ้าไม่ว่าทางตรงหรือทางอ้อม”
“อีก
ทั้งข้าพเจ้ามีความคิดว่าไม่มีเหตุผลและความจำเป็นใดที่จะต้องไปติดต่อกับ
ผู้ที่ทำให้ต้องเสื่อมเสียชื่อเสียงอย่างร้ายแรงจากการกล่าวอ้างที่ไม่มีมูล
ความจริง
ถึงแม้ว่าจะรู้จักกันจากการติดต่อประสานงานตามสมควรในเรื่องงานที่ผ่านมาก็
ตาม”
นายปรีชาชี้แจงในประการที่สองด้วยว่า“ณเวลานั้นข้าพเจ้าได้ตัดสินใจแล้วว่า
จะดำเนินคดีอาญาตามกฎหมายในเรื่องหมิ่นประมาท
กับผู้ที่กระทำการและเกี่ยวข้องกับการทำให้ข้าพเจ้าต้องได้รับความเสียหาย จึงเห็นว่า
ไม่สมควรจะติดต่อใดๆ กับบุคคลดังกล่าว
เนื่องจากมีความเกี่ยวพันและอาจมีผลกระทบกับรูปคดีได้”
เผยผู้บริหาร “เครือเนชั่น”
แนะนำเองไม่ให้ติดต่อนายวิม
ทั้งนางฐานิตะญาณ์
และนายปรีชา ได้ชี้แจงเพิ่มเติมถึงเหตุผลที่ไม่ติดต่อนายวิมอีก
ซึ่งเป็นเหตุผลที่ไม่ได้แจ้งคณะอนุกรรมการฯ ในวันที่มีการสอบสวน
“เนื่องจากไม่คิดว่าจะมีผลสำคัญต่อการสอบสวน” ได้แก่
“เป็นเพราะคณะบรรณาธิการอาวุโสของเครือเนชั่น ได้ทำการสอบถามทั้งตัวดิฉันและนายปรีชา
สอาดสอนพร้อมกันในทันทีที่ทราบข่าว และได้มีความเห็นร่วมกันว่าทั้งดิฉันและนายปรีชา
ไม่สมควรจะติดต่อหรือแม้แต่รับการติดต่อจากนายวิมทั้งสิ้น
เนื่องจากไม่เป็นผลดีต่อการสอบสวนต่างๆที่จะมีขึ้น
รวมทั้งการฟ้องคดี”
ชี้
“ข้อสังเกต” อนุกรรมการฯ
ทำสาธารณชนสำคัญผิดในตัวผู้ถูกพาดพิง
นอกจากนี้กรณีที่ผลสอบคณะอนุกรรมการฯเขียนพาดพิงถึงว่า “คณะอนุกรรมการฯเชื่อว่า
ผู้ที่ถูกพาดพิงส่วนใหญ่น่าจะไม่ได้มีพฤติกรรมการรับสินบนตามที่เป็นข่าว
แม้จะยังมีข้อสงสัยต่อท่าทีของผู้ถูกพาดพิงบางรายว่า เหตุใดจึงมีพฤติกรรมต่างๆ
ซึ่งน่าจะขัดต่อวิสัยปรกติของบุคคลทั่วไปในสถานการณ์ดังกล่าว” นั้น ทั้งนางฐานิตะญาณ์ และนายปรีชา
ยังชี้แจงในคำอุทธรณ์ว่าข้อสรุปดังกล่าว “ไม่เป็นธรรมกับข้าพเจ้าในประเด็นนี้อย่างสิ้นเชิง
อีกทั้งยังจะทำให้สาธารณชนเกิดความเข้าใจผิดเป็นสำคัญต่อตัวข้าพเจ้าจากข้อสังเกตดังกล่าว”
“ด้วย
เหตุผลที่ข้าพเจ้าได้ชี้แจงไปแล้วว่ากรณีดังกล่าวอยู่ในขั้นตอนของการเตรียม
การฟ้องคดีซึ่งถือเป็นเหตุผลที่สำคัญและเป็นปรกติวิสัยของผู้ที่กำลังจะ
ดำเนินการเรื่องนี้เพราะหากมีการพูดหรือเจรจาใดๆกับคู่กรณี
ก็อาจถูกนำไปใช้ต่อสู้คดีจนอาจเป็นปฏิปักษ์ในทางคดีกับข้าพเจ้าได้
เมื่อเป็นเช่นนี้ข้าพเจ้าจึงเห็นว่าการ
ที่ข้าพเจ้าไม่ติดต่อกับนายวิมภายหลังเกิดกรณีดังกล่าวย่อมถือเป็นวิสัยที่
เป็นปรกติของบุคคลทั่วไปที่ตั้งใจจะดำเนินคดีตามกฎหมายในเรื่องใดเรื่อง
หนึ่งอยู่แล้ว
ในอันจะไม่พูด หรือเจรจา หรือแม้แต่แสดงความเห็นใดๆ
ที่อาจส่งผลกระทบต่อรูปคดีในอนาคต”
แนะให้สอบ “เมเนเจอร์” ด้วย
ฐานเสนอข่าวไม่รอบด้าน-ทำคนอื่นเสียหายร้ายแรง
ในท้ายหนังสืออุทธรณ์ของทั้งนางฐานิตะญาณ์และนายปรีชายังอ้างถึงผลสอบของอนุกรรมการฯที่ระบุถึงเว็บไซต์เมเนเจอร์
ออนไลน์ ที่ว่า “ทีมงานเว็บไซต์เมเนเจอร์ ออนไลน์
แทบไม่ได้ตรวจสอบความน่าเชื่อถือของข่าวดังกล่าวเลย เช่น
ไม่ได้ตรวจสอบบัญชีอีเมลของผู้รับว่ามีอยู่จริงหรือไม่ เป็นบัญชีของใคร
ไม่ได้ตรวจสอบกับผู้ที่ถูกพาดพิงถึงในอีเมล”
โดยทั้งสองขอให้
“สภาการหนังสือพิมพ์แห่งชาติ ตรวจสอบการปฏิบัติหน้าที่ตามจรรยาบรรณวิชาชีพสื่อมวลชน
ของเมเนเจอร์ ออนไลน์” ด้วย “เนื่องจากเห็นได้ชัดว่า การนำเสนอข่าวไม่รอบด้าน
ได้ส่งผลกระทบและสร้างความเสียหายต่อบุคคลและองค์กรวิชาชีพอื่นอย่างร้ายแรง"
ที่มา http://www.khaosod.co.th/