คิง เพาเวอร์ มั่นใจดิวตี้ฟรีแห่งใหม่ในเมืองพัทยา
ดันรายได้เพิ่มพันล้านบาท วางกลยุทธ์ดึงทัวริสต์จีน รัสเซีย
บินตรงเที่ยวพัทยาโดยไม่แวะกรุงเทพฯช็อปทั้งปีไม่ต่ำกว่า 2 หมื่นคนต่อเดือน
ชูจุดเด่นสินค้า100 แบรนด์เนมดังระดับโลก
และสินค้าที่ระลึกจากทีมฟุตบอลเลสเตอร์ ซิตี้และโรงละครอักษรา
ภายในดิวตี้ฟรี ดาวน์ทาวน์แห่งแรกของต่างจังหวัด
นายสมบัตร เดชาพานิชกุล รองประธานกรรมการบริหารกลุ่มบริษัท คิง เพาเวอร์ฯ
เปิดเผยกับ "ฐานเศรษฐกิจ"ว่า ในขณะนี้ คิง เพาเวอร์ พัทยา คอมเพล็กซ์
มูลค่าการลงทุนกว่า 1,000 ล้านบาท พร้อมเปิดให้บริการแล้ว
หลังจากได้เริ่มเปิดให้บริการอย่างไม่เป็นทางการตั้งแต่วันที่ 15 กันยายน
2554 ที่ผ่านมา โดยคาดว่าการเปิดให้บริการดิวตี้ฟรี ในเมืองพัทยา
จะสร้างรายได้ในธุรกิจดิวตี้ฟรีให้คิง เพาเวอร์เพิ่มขึ้นอีก 3-4%
หรือมีรายได้เพิ่มอีกราว 800 -1,000 ล้านบาท จากรายได้รวมของคิง
เพาเวอร์ราว 3 หมื่นล้านบาทต่อปี ซึ่งดิวตี้ฟรีแห่งใหม่ในพัทยา
คาดว่าจะมีลูกค้ามาใช้บริการราว 2 หมื่นคนต่อเดือน
โดยลูกค้ากลุ่มหลักจะเป็นนักท่องเที่ยวชาวจีนที่นิยมเดินทางมาท่องเที่ยวแถบ
ตะวันออกที่ไม่เข้ากรุงเทพฯเลย
รวมถึงชาวรัสเซียที่เดินทางมาแบบเครื่องบินเช่าเหมาลำ
รวมถึงนักท่องเที่ยวสัญชาติอื่นๆ ที่มาท่องเที่ยวแถบภาคตะวันออกโดยเฉพาะ
ทั้งนี้คิง เพาเวอร์ พัทยา คอมเพล็กซ์
ถือเป็นร้านค้าสินค้าปลอดภาษีที่รวบรวมแบรนด์ดังระดับโลกหลากหลายแบรนด์มา
ไว้ที่ใจกลางเมืองพัทยา และยังเป็นร้านสาขาดาวน์ทาวน์แห่งแรกของต่างจังหวัด
ตั้งอยู่ริมถนนสุขุมวิทขาเข้าตัดแยกพัทยากลาง บนพื้นที่กว่า 20 ไร่
ขณะนี้ได้พัฒนาไปแล้วราว 10ไร่ ซึ่งเป็นพื้นที่เชิงพาณิชย์ราว 9,000
ตารางเมตร ภายในอาคารสูง 3 ชั้น และยังมีพื้นที่เหลืออีกราว 10 ไร่ ที่คิง
เพาเวอร์อยู่ระหว่างการวางแผนขยายการลงทุนในระยะที่ 2
ที่อยู่ระหว่างการศึกษาความเหมาะสมในการลงทุน
เพื่อรองรับลูกค้าในประเทศไทย
โดยจากการศึกษากำลังมองในหลายแนวทางถึงศักยภาพของการลงทุน เช่น
การสร้างคอนเวนชัน
สำหรับการลงทุนดิวตี้ฟรี ที่พัทยานี้ คาดว่าจะใช้เวลาคืนทุนราว 8 ปีครึ่ง
โดยอาคารของ คิง เพาเวอร์ พัทยา คอมเพล็กซ์ เป็นอาคาร 3 ชั้น ประกอบด้วย
ชั้นใต้ดิน และ ชั้นที่เป็นจุดทางเข้าของร้านค้า
ซึ่งเป็นพื้นที่เชิงพาณิชย์ มีขนาดพื้นที่รองรับกว่า 9,000 ตารางเมตร
และชั้นที่ 3 เป็นส่วนของพื้นที่สำนักงาน โดยในส่วนของพื้นที่เชิงพาณิชย์
จะมีการจำหน่ายสินค้าแบรนด์เนมชั้นนำกว่า 100 แบรนด์ ในหลากหลายประเภท
ได้แก่ สินค้าแฟชั่นแบรนด์ อาทิ แบลลี่ย์(Bally), โค้ช(Coach),
ดันฮิล(Dunhill), ฮิวโก้ บอส(Hugo Boss), ลาคอส (Lacoste), วิคตอเรีย
ซีเคร็ท(Victoria Secret) เป็นต้น แผนกแบรนด์น้ำหอมและเครื่องสำอาง อาทิ
ชิเซโด้(Shisedo), เอสเค ทู(SKII), อีฟต์ แซง โลรองต์(YSL), เกอแลง
(Guerlain), คลีนิกข์ (Clinique), ลังโคม(Lancome), ดิออร์(Dior),
ไบโอเธิร์ม(Biotherm), ชาแนล(Chanel), คลาแรงส์(Clarins), ลอรีอัล(L'Oreal)
เป็นต้น แผนกนาฬิกา ปากกา และไฟแช็ก อาทิ โรเล็กซ์(Rolex),
มองบลังค์(Montblanc), โอเมก้า(Omega) ลองจินส์(Longines)
โชพารด์(Chopard) แท็ก ฮอยเออร์(Tag Heuer) เป็นต้น
ขณะเดียวกันก็มีสินค้าอีกหลากหลายประเภทไว้บริการ ทั้งแว่นตากันแดด,
เครื่องหนัง, เสื้อผ้าชั้นในสตรี, เครื่องดื่มแอลกอฮอล์และบุหรี่,
สินค้าไทยและสินค้าที่ระลึก, สินค้าสปาและอะโรมา, และสินค้า House Brand
ประเภทของฝากและของที่ระลึก ซึ่งคัดสรรคุณภาพและมีจำหน่ายเฉพาะที่ คิง
เพาเวอร์ เพียงแห่งเดียวเท่านั้น ได้แก่ วีอาร์ (VR), วีอาร์ นัมเบอร์ 8
(VR no. 8), ของที่ระลึกจากทีมฟุตบอลเลสเตอร์ ซิตี้ (Leicester City
Football Club), ของที่ระลึกจาก โรงละคร อักษรา (Aksra) เป็นต้น
นอกจากนี้ยังมีการจัดเตรียมสิ่งอำนวยความสะดวกไว้รองรับนักท่องเที่ยวที่
เดินทางในหลากหลายกลุ่ม ไม่ว่าจะเป็น
ลานจอดรถโค้ชสำหรับนักท่องเที่ยวด้านหลังอาคาร สามารถรองรับได้คราวละ 60
คัน นอกจากนี้ยังมีชั้นใต้ดินที่สามารถรองรับรถยนต์ส่วนตัวได้กว่า 50 คัน
อีกทั้งยังมีบริการร้านอาหารประเภทคลาสสิกฟิวชันในสไตล์เอเชีย (Classic
& Fusion Asian Dishes) ตลอดจนบริการตู้ ATM
จุดแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศด้วย
จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจฉบับที่ 2,678 13 - 15 ตุลาคม พ.ศ. 2554 |